วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

ตรีโกนมิติ





จินตคณิตลูกคิดญี่ปุ่น



                                     จินตคณิตลูกคิดญี่ปุ่น
ลูกคิดญี่ปุ่นพัฒนามาจากลูกคิดจีนที่เข้าสู่ญี่ปุ่นในราวศตวรรษที่ 15 ลักษณะของลูกคิดมีขนาด
เล็กพกพาได้สะดวก คำนวณได้รวดเร็ว มีลูกคิด 5 เหนือเส้นแบ่ง 1 ลูก มีลูกคิด 1 ใต้เส้นแบ่ง 4
ลูก สามารถใช้ในการคำนวณทักษะทางคณิตศาสตร์ได้ทั้งหมด การใช้ลูกคิดญี่ปุ่นในการ
คำนวณ พบว่า สามารถช่วยให้นักเรียนคิดเลขได้เร็วขึ้น มีสมาธิในการเรียน สมองทั้งสองซีก
ได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนโดยรวมดีขึ้น
วิธีการคิดคำนวณโดยใช้ลูกคิดและ เลขคู่ 10 และคู่ 5 นี้มีมาแต่สมัยโบราณนับ 1,000 ปี โดย ชาว
จีน และร่วมพัฒนาต่อเนื่อง โดยชาวจีนและชาวญี่ปุ่น นับเป็นภูมิปัญญาของชาวตะวันออก ภาย
ใต้ปรัชญาที่ว่า
“ วิทยาการที่ยั่งยืนต้องมาจากศักยภาพภายในตัวมนุษย์เป็นประการสำคัญ 

นั่นคือ ใช้ศักยภาพของตัวเราเองก่อนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยี
  ประโยชน์ของการใช้ลูกคิดญี่ปุ่น
จากการศึกษาการใช้ลูกคิดญี่ปุ่น พบว่า เด็กในช่วงอายุระหว่าง 7 – 12 ปี จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด ผลที่
ได้รับ คือ
1. มีความสามารถในการคิดเลขเร็ว
2. มีสติและสมาธิ
3. มีความจำดีขึ้น
4. มีความเชื่อมั่นตนเอง
5. มีการวิเคราะห์และลำดับเหตุผล
6. มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง
  http://www.thaigoodview.com/node/50253

กันสมองเสื่อมด้วยคณิตศาสตร์.... แบบที่คนเกลียดเลขก็ทำได้


                       กันสมองเสื่อมด้วยคณิตศาสตร์ แบบที่คนเกลียดเลขก็ทำได้

  

วิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาน่าเบื่อ และยากสำหรับหลายๆ คน วิชาเลขนี่เป็นยาไม่ถูกโรคจริงๆ นั่งเรียนทีไรเป็นตื่นตะลึง เพราะมีอาจารย์ท่านหนึ่งสมัยอยู่มัธยมต้น จะต้องนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการให้ตอบคำถามคิดเลขเร็ว แบบไม่ให้ใครรู้ตัวล่วงหน้า เข้ามาถึงบอกทำความเคารพเรียบร้อย ก็จะเริ่มเลย!! เลขที่สาม 3x8 เลขที่สิบแปด 9+28 เลขที่สามสิบหก 9x7 เลขที่สาม 43-8 ไล่ถามแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเกือบสิบห้านาทีของทุกคาบ นักเรียนผุดลุกผุดนั่งตอบกันเหงื่อตก คนตอบได้ก็โล่งไปได้รอบหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้จะโดนอีกหรือเปล่า ใครตอบไม่ได้หรือคิดไม่ทันใจจนอาจารย์ให้นั่ง จะรู้สึกหน้าเสียมาก พี่เกียรติไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องทำแบบนี้ เลขคณิตใครจะคิดช้า คิดเร็วก็ช่างเขาสิ เครื่องคิดเลขก็มีนี่ ทำไมต้องให้เราตื่นตระหนกได้ทุกคาบแบบนี้ ฮา แต่มาวันนี้ถึงได้รู้ประโยชน์ประการหนึ่ง เพราะถ้าทำเราคิดเลขแบบนี้เป็นประจำจะช่วยดูแลสมองของเราให้ไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควรด้วยสิ คิดเลขป้องกันสมองเสื่อม!!!
    ดังนั้น จึงได้สรรหากลวิธีการป้องกันสมองเสื่อมด้วยการคิดเลขแบบง่ายๆ และสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน แบบที่คนไม่ชอบเลขก็นำไปคิดกันได้เรื่อยๆ แบบไม่ต้องถูกบังคับอีกด้วยมาบอกเล่ากัน
1. ตั่วรถประจำทาง
      ขึ้นรถประจำทางมันก็ต้องได้ตั๋ว ในตั๋วจะมีตัวเลขแถวยาวๆ เราก็แค่นำตัวเลขพวกนั้นมาคำนวณกัน เริ่มต้นง่ายๆ คือ นำมาบวกกันทุกตัวเรียงไป หรือใครมีกลวิธีบวกทุกตัวให้ได้เร็วที่สุดก็ไม่ว่ากัน ถ้าเก่งแล้วจะขยับขยายเป็นลบบ้างบวกบ้าง คูณกันทุกตัวบ้างก็เยี่ยมเลย แต่ให้ทำเป็นนิสัยขึ้นรถปั๊บ  จ่ายสตางค์ รับตั๋ว ยืนให้มั่น (หรือใครได้นั่งก็โชคดี) แล้วคิดเลขในตั๋วเลย!!!
      และพอคิดเสร็จแล้วอย่าทิ้งตั๋วลงพื้นให้เป็นขยะนะ เก็บลงกระเป๋าแล้วนำไปทิ้งถังขยะจริงๆ ดีกว่า ตั๋วรถประจำทางใบเล็กแม้จะเป็นขยะชิ้นเล็กมากๆ แต่ถ้าทุกคนทิ้งคนละใบ หลายคนก็กลายเป็นขยะกองใหญ่ได้ อย่าทำเลย ให้มันเป็นประโยชน์กับสมองเราก่อน แล้วทิ้งให้เป็นที่เป็นทางดีกว่า

2. คิดราคาเวลาซื้อของ
 เมื่อเราไปซื้อของ ถ้าซื้อชิ้นเดียว ก็ให้เราคิดจำนวนเงินทอนที่จะได้รับ แต่ถ้าซื้อหลายชิ้นก็ต้องบวกราคาของก่อน แล้วถ้ายิ่งไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า ที่มีของให้เลือกมากมาย ก็ยังสามารถเลือกสินค้าและเปรียบเทียบค่าปริมาณหรือปริมาตรของได้ด้วย แต่หลักๆ แล้ว ก็ให้คิดราคาบวกกันไว้ในใจ ก่อนไปจ่ายเงินค่าสินค้า นอกจากการคิดเลขแล้ว ยังได้เรื่องความจำด้วยนะ เพราะกว่าเราจะซื้อของเสร็จ เราต้องจำราคาบวกชิ้นก่อนๆไว้ ใครเผลอเดินเพลิน อาจลืมที่คิดไว้แล้วก็ได้ ลึกซึ้ง แล้วพอจะจ่ายเงิน เราก็ดูว่าเรามีความจำและคิดเลขเก่งขนาดไหน ได้ราคาเดียวกับที่เครื่องคิดหรือเปล่า นอกจากคิดราคาของจะช่วยกระตุ้นสมองพัฒนา ยังได้ระวังกันการโกงราคา หรือราคาไม่ตรงตามป้ายที่ติดไว้ด้วย
3. นับขั้นบันได
      วิธีธรรมดาที่ดูไม่น่าช่วยพัฒนาสมองอะไรได้ ก็ใครจะไปนับขั้นบันไดให้เสียเวลาล่ะ แต่นี่แหละวิธีฝึกสมองชั้นดี ยิ่งบ้านใครมีหลายชั้น หรือมีจำนวนขั้นบันไดต่างกัน ยิ่งสนุกเลย ลองคิดดูสิ มีสักกี่คนที่จะรู้ว่าบ้านตัวเองมีบันไดทั้งหมดกี่ขั้น แต่วิธีนี้จะนับแต่บ้านตัวเองก็กระไร อย่างไรจำนวนก็ไม่เปลี่ยนไป (หรือบ้านใครจำนวนขั้นบันไดเปลี่ยนได้ ) แต่ให้ลองนำไปใช้กับการเดินทางในแต่ละวันว่าเราได้เดินขึ้นบันไดกี่ขั้นบ้าง ก็จะได้ฝึกสมองไปในตัว เช่น 
  นอกจากบันไดธรรมดา บันไดเลื่อนก็นับได้นะ เราก็เดินก้าวขึ้นหรือลงบันได้เลื่อนสิ อย่าปล่อยให้มันเลื่อนพาเราไปเฉยๆ แถมเร็วขึ้นด้วยนะ แต่นับขั้นบันไดเลื่อนยาก ให้เปลี่ยนเป็นนับก้าวที่เราก้าวแทน เราก้าวบนบันได้เลื่อนไปกี่ก้าว ก็นำมานับแล้วรวมกับบันไดไม่เลื่อนที่เราขึ้นลงในวันเดียวกันก็ได้
   แต่สิ่งที่สำคัญ หากเราจะใช้การนับขั้นบันไดเพื่อฝึกสมอง เราต้องฝึกสติรับรู้รอบข้างไปพร้อมๆ กันด้วย ถ้ามัวแต่นับขั้นบันไดอย่างเดียว ไม่ดูทาง ไม่ดูรอบข้าง ไม่ดูว่ามีอะไรกีดขวางข้างหน้าหรือเปล่า อาจเกิดอุบัติเหตุหรือโจรฉกชิงได้นะ
4. ท่องสูตรคูณกลับหลัง
    วิธีที่ครูคณิตศาสตร์คนเดียวกันบังคับ และเพื่อนให้ท่องให้ได้เพื่อสอบเก็บคะแนน กลวิธีนี้ช่วยสมองมากๆ เลย ทั้งฝึกเชื่อมโยงข้อมูลในสมอง ฝึกการคิดแบบยืดหยุ่น และที่สำคัญเท่และสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ (ถ้าไม่ได้ถูกบังคับทำนะ ฮา) ชาว Dek-D.com ต้องรีบลองเลยนะ สนุกอย่างคาดไม่ถึงทีเดียวเชียว 


5. ตั้งโจทย์เล่นกับเพื่อน
     กลวิธีนี้วิธีการไม่ยากเลย แบบเดียวกับที่คุณครูคณิตศาสตร์ของพี่ใช้ แต่เราไม่ต้องรอให้ครูถาม นำมาถาม ตอบกันเองเสียเลย แต่เพิ่มกฎสักนิด ให้เพื่อนคิดโจทย์ไว้สัก  10 ข้อก่อน แล้วก้นำมาถามเรา โดยให้จับเวลาว่า  10 ข้อของเราใช้เวลากี่นาที ใช้การจับเวลาแข่งขันกันก็ได้ แต่เรื่องตั้งโจทย์เนี่ย ระวังจะตั้งกันแบบไม่ยุติธรรมนะ คนหนึ่งตั้งโจทย์เป็นเลขบวกลบสองหลัก แต่อีกคนกลับตั้งเลขคูณสองหลัก แบบนี้เวลาที่ใช้คำนวณต้องต่างกันแน่ๆ เนอะ อิ อิ

       แต่ถ้าเราไม่อยากตั้งโจทย์เอง หรือไม่มีเพื่อนเล่นด้วย จะหาหนังสือแบบฝึกหัดคณิตคิดเร็วมาทำก็ได้นะคะ ไม่จำเป็นว่าต้องใช้หนังสือตามระดับที่เรากำลังเรียนอยู่หรอกค่ะ ใช้ของน้องประถมสอง ประถมสามก็ได้แล้ว หรือตอนนี้มีหนังสือเกี่ยวกับเลขคณิตพิชิตสมองเสื่อม ออกมาหลายสำนักพิมพ์ มีโจทย์สำเร็จรูปให้เราทำได้เลย แถมด้วยเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ดูแลสมองอีกด้วย การคิดเลขง่ายๆ จะกระตุ้นสมองให้คิดได้ฉับไวมากขึ้นได้จริงๆ ค่ะ แต่ถ้าเราฝึกสมองด้วยเลขยากๆ กลัวดูไม่ฉลาด ถ้าใช้เลขบวกลบง่ายๆ แทนที่จะสนุกและได้ออกกำลังกายสมอง จะกลายเป็นทำให้เราเครียดไปแทนนะคะ

  วิธีที่สรรหามานำเสนอนี้ เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะกระตุ้นให้เซลล์สมองให้สร้างแขนงประสาทไปเชื่อมต่อกับเซลล์สมองส่วนอื่นๆ เพิ่มใยประสาทของเซลล์ประสาท ให้มีการเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ทำให้สามารถใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เวลาจะพูดอะไรก็จะไม่ติดขัด เพราะนึกคำไม่ออก "โอ้ย อะไรสักอย่างนี่แหละ มันติดปากอยู่เนี่ย" แบบนี้ก็จะหมดไป ทั้งยังป้องกันสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร และสามารถนำใช้ได้กับคนทุกวัย ที่สามารถบวกลบเลขเป็นแล้วด้วย โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่ที่สมองมีแนวโน้มค่อยๆ เสื่อมลงตามวัยที่มากขึ้น น้องๆ สามารถให้คุณพ่อคุณแม่รวมเล่นคณิตคิดไวแบบนี้กับเราก็ได้นะ เป็นกิจกรรมสนุกที่ร่วมกันทำในครอบครัวได้ด้วย
http://www.dek-d.com/content/education/25694/

เรียนคณิตศาสตร์ให้รู้เรื่อง

เรียนคณิตศาสตร์ให้รู้เรื่อง

1.              เวลาฟังครู หรือเวลาอ่าน ต้อง คิด ถาม จด ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อจะได้ถามครูในท้ายคาบเรียน

2.  หมั่นดูหนังสือหรือทำการบ้าน เพราะเเบบฝึกหัดจะทำให้เราได้คิดจะเกิดความเข้าใจมากขึ้นจ้า
3.  จัดเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรียนมา อาจจะเป็นช่วงเช้าประมาณตี4-5ก็ได้นะ

4.  ทบทวนความรู้กับเพื่อน อย่าหวงวิชา เพราะการสอนก็เป็นการทบทวนความเข้าใจไปด้วย

5.  ศึกษาด้วยตนเอง มิใช่ต้องเรียนจากครูเพียงอย่างเดียว การศึกษาด้วยตนเองจากตำราหลายๆ เล่ม ต้องทำ ความเข้าใจจดสาระสำคัญต่าง ๆ ลงในโน้ตย่อ จดสิ่งที่ไม่เข้าใจไว้ค้นคว้าต่อไป
2. คณิตศาสตร์มีสูตร มีทฤษฎีมากมาย ทำอย่างไรถึงจะจำได้หมดล่ะ ?

เราต้องเรียนด้วยความเข้าใจเสียก่อน จากนั้นเราต้องหมั่นทบทวน ก่อนอื่นเราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การจำการลืมก่อน
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า เราควรทำความเข้าใจกับเรื่องนั้นๆเสียก่อน และหมั่นทบทวนทุกวันด้วย อ้อ อีกนิดหนึ่ง ถ้าอยากจำได้ดีและเข้าใจในเรื่องนั้นๆมากขึ้น เราควรที่จะ มองเปรียบเทียบคณิตเรื่องนั้นกับ เรื่องราวในชีวิตประจำวัน เช่น มองสิ่งต่างๆที่พบเจอเป็นคณิตศาสตร์ เป็นต้น
 เกิดไม่ชอบวิชานี้เอามากๆ จะทำอย่างไรดีล่ะ ?

*** สาเหตุที่ เรียนคณิตศาสตร์ได้ไม่ดีของหลายๆคน มักมาจาก การที่ไม่ชอบวิชานี้เอามากๆ ทำยังไงก็อ่านมันไม่เข้าใจ ทำใจให้ชอบมันไม่ได้เสียที มีหลักการง่ายๆที่ว่า ถ้าไม่ชอบมัน ก็เกลียดมันเสียเลยค่ะ คิดซะว่ามันเป็นคู่ต่อสู้ของเรา เราต้องเอาชนะมันให้ได้ อย่าไปยอมแพ้มัน ถ้าเกิดเรายอมแพ้แก่มัน...แล้วเราก็จะไม่มีวันชนะมันได้สักที ใช่ไหมล่ะค่ะ??
สำหรับผู้ที่ไม่ชอบชอบวิชานี้ลองเปิดใจ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ เปิดใจยอมรับ และมองในแง่ที่ดีกว่านี้ และก็ต้องขยันให้มากๆ
     http://www.dek-d.com/board/view/2757609/

การคิดเลขในใจ




                                                      

                                                                     การคิดเลขในใจ
การคิดเลขในใจเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นและมีประโยชน์ในการเรียนคณิตศาสตร์
       การคิดเลขในใจ (Mental Math หรือ Figuring in You head) นั้นเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็น และมีประโยชน์ในการเรียนคณิตศาสตร์ การฝึกคิดเลขในใจนั้นควรฝึกทุกระดับตั้งแต่ระดับประถมศึกษา แล้วก็จะช่วยส่งผลต่อการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา และหากนักเรียนมีทักษะการคิดเลขในใจในระดับมัธยมศึกษาแล้วก็จะช่วยส่งผลต่อการเรียนชั้นระดับอุดมศึกษาเช่นกันอย่างแน่นอน
        การจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดเลขในใจนั้น ควรจัดผสมผสานไปในกระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์การคิดเลขในใจเป็นการคิดเลขที่ไม่ใช้เครื่องช่วย เช่น กระดาษ ดินสอ เครื่องคิดเลข เป็นการฝึกคิดเลขในหัว Jack A. Hope, Larry leutzinger,Barbara J.Reys และ Robert E.Reys เชื่อว่า การคิดเลขในใจจะก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ดังนี้
 1.      การคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนแก่ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น (Calculation in your head is a practical life skill) โจทย์ปัญหาการคิดคำนวณในชีวิตประจำวันหลายต่อหลายแบบนั้นสามารถหาคำตอบได้โดยการคิดในใจ เพราะในความเป็นจริงขณะที่เราพบปัญหา เราอาจจะต้องการทราบคำตอบเดี๋ยวนั้นเลย การคิดหาคำตอบต้องทำในหัว ไม่ใช้กระดาษ คินสอหรือเครื่องคิดเลขยกตัวอย่าง เช่น ขณะที่เรากำลังออกเดินทางจากสนามบินแห่งหนึ่ง departure board ระบุว่า Flight ที่เราจะออกเดินทางคือ 15.35 น. เรามองดูนาฬิกาว่าขณะนั้นเป็นเวลา 14.49 น. ถามว่ามีเวลาเหลือเท่าไร ? เรามีเวลาเหลือพอที่จะหาอะไรทานไหม ? ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องคิดคำนวณในใจเลยซึ่งถ้าเราฝึกทักษะคิดเลขในใจมาประจำก็จะช่วยให้เราแก้ปัญหาดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
 2.      การฝึกคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนเขียนแสดงวิธีทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น (Skill at mental math can make written computaion easier or quicker) เช่นในการหาคำตอบของ 1,000 x 945 นักเรียนบางคนอาจเขียนแสดงการหาคำตอบดังนี้

      ในขณะที่นักเรียนซึ่งฝึกคิดเลขในใจมาเป็นประจำสามารถหาคำตอบได้ในหัวข้อแล้ว และลดขั้นตอนการเขียนแสดงวิธีทำเหลือแค่บรรทัดเดียวคือ 1,000 x 945 = 945,000 เช่นเดียวกับการหาคำตอบของโจทย์ข้อนี้
 นักเรียนสามารถคิดในใจได้คำตอบ ถูกต้องแม่นยำและรวดเร็วโดยบวกจำนวนสองจำนวนที่ครบสิบก่อนแล้วจึงบวกกับจำนวนที่เหลือ (10 +10+ 10+ 2 = 32) ในขณะที่นักเรียนบางคนอาจใช้วิธีบวกทีละขั้นตอน ซึ่งกว่าจะได้คำตอบก็อาจใช้เวลามากกว่า      
 3.      การคิดเลขในใจจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการประมาณ (Proficiency in mental math contributes to increased skill in estimation) ทักษะการประมาณเป็นเรื่องที่สำคัญในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในปัจจุบันเพราะการประมาณจะช่วยในการตรวจสอบคำตอบว่าน่าจะเป็นไปได้ไหม สามเหตุสมผลไหม (make any sence ) เช่น เป็นไปได้ไหมที่คำตอบของ 400×198 จะมากกว่า 80,000 (ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะว่า 400 x 200 = 80,000)
  4.      การคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีขึ้น คือ ค่าประจำหลัก การกระทำทางคณิตศาสตร์และสมบัติต่าง ๆ ของจำนวน (Mental calculator can lead to a better understanding of place value, mathematical operations, and basic number properties) ทั่งนี้เพราะหากนักเรียนสามารถหาคำตอบได้จากการคิดเลขในใจนั้นก็แสดงว่า นักเรียนต้องมีความเข้าใจในความคิดรวบยอดหลักการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจำนวนเป็นอย่างดีแล้วเช่นกัน
         ครูควรให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดคิดเลขในใจหลังจากที่นักเรียนเข้าใจในหลักการและวิธีการแล้วการฝึกคิดเลขในใจจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะ ความชำนาญในการคิดเลขได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วนอกจากนี้ยังช่วยลับสมองให้ตื่นตัวตลอดเวลาในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ครูควรหาแบบฝึกหัดมาให้นักเรียนทำทั้งที่เป็นแบบฝึกหักสำหรับคิดเลขในใจปะปนอยู่ด้วยตลอดเวลา ในหนังสือเรียนคณิตศาสตร์บางครั้งจะเสนอแบบฝึกหัดให้นักเรียนตอบด้วยวาจา นั่นก็เป็นรูปแบบหนึ่งของแบบฝึกหัดที่ต้องการให้นักเรียนฝึกคิดเลขในใจ โปรดระลึกว่าการฝึกคิดเลขในใจนั้นควรให้นักเรียนได้ฝึกเป็นประจำทึกวันอย่างสม่ำเสมอทำวันละน้อยแต่ต่อเนื่องและควรทำกับนักเรียนทุกระดับตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา หากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ทุกคนได้ฝึกให้นักเรียนได้รู้จักคิดเลขในใจเป็นประจำก็เชื่อได้ว่านักเรียนจะมีทักษะการบวกลบคุณหารดีขึ้นคิดได้ถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็วขึ้นภาพลักษณ์ของเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 อาจเป็น ” เด็กไทยคิดเลขเก่งและเร็วกว่าเครื่องคิดเลข” ก็ได้
http://mathwsk.wordpress.com/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A1-%E0%B8%9B%E0%B8%A5/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/